2007/Feb/22

พระอิศวรไกล่เกลี่ย
ฝ่ายพระอินทร์ได้เฝ้าพระอิศวร ทูลขอให้ช่วยไกล่เกลี่ยระหว่างพระรามและนางสีดา พระอิศวรได้ให้จิตตุราชนำรถแก้วแทรกแผ่นดินลงไปรับนางสีดามาเฝ้า เมื่อพระอิศวรฟังเรื่องราวจากนางสีดาแล้ว ก็ให้จิตตุบทนำพิชัยรถลงไปรับพระรามมาเฝ้า แล้วตำหนิพระรามว่าก่อนที่จะอวตารลงไปนั้นได้ให้พรไว้ว่า
หากใครรักนางสีดา ก็จะเข้าใกล้ไม่ได้เพราะจะรุ่มร้อนเหมือนอยู่กลางไฟและไม่ให้เกิดอันตรายใด ๆ แก่นางสีดา ซึ่งก็รู้อยู่แล้วทำไมจึงระแวงกันอีก พระรามยอมรับผิดต่อหน้าพระอิศวรและเหล่าเทวดา นางสีดาก็ยอมคืนดีด้วย พระอิศวรจึงจัดให้มีพิธีอภิเษกระหว่างพระรามและนางสีดาขึ้นอีกครั้งที่วิมานเขาไกรลาส

ศึกท้าวคนธรรพ์
ยักษ์ตนหนึ่งชื่อท้าวคนธรรพ์ มีนิสัยหยาบช้า ครองกรุงดิสศรีสิน มีเหสีชื่อนันทา มีโอรสชื่อวิรุณพัท ซึ่งมีนิสัยหยาบช้าเช่นกัน วันหนึ่งท้าวคนธรรพ์พาวิรุณพัทไปเที่ยวป่าฆ่าสัตว์ต่าง ๆ และยังทำลายอาศรมฤาษี จนเดือดร้อนไปทั่ว จนมาถึงเขตเมืองไกยเกษ ก็เข้าโจมตีด่านแรกแล้วจับพลเมืองมา ถามว่าเมืองของใคร แล้วจึงให้เสนาชื่อนนทการ นำสาสน์ไปให้ท้าวไกยเกษว่าให้มามอบเมืองแก่ตน แต่ขณะนั้นพระพรตกับพระสัตรุตไม่อยู่ ท้าวไกยเกษจึงให้จัดทัพป้องกันเมืองให้เข้มแข็ง แล้วให้เสนาถือสาสน์ไปทูลพระราม
ฝ่ายท้าวคนธรรพ์เห็นว่าท้าวไกยเกษไม่ยอมแน่ จึงยกทัพเข้าตีได้ ท้าวไกยเกษหนีออกจากเมืองไป บรรดาเสนาของกรุงไกยเกษได้คิดอุบายหานางกำนัลสวย ๆ ไปบำเรอท้าวคนธรรพ์ เพื่อถ่วงเวลารอพระพรตและพระสัตรุต
เมื่อพระรามรู้ข่าวก็โกรธ ให้พระมงกุฎและพระลบยกทัพไปรบ แล้วให้หนุมานไปเกณฑ์ไพร่พลของเมืองขีดขินและเมืองชมพูมาด้วย เมื่อทัพมาถึงเมืองไกยเกษ พระพรตให้ชามพูวราชถือสาสน์ไปให้ท้าวคนธรรพ์ให้ออกมาเฝ้า ท้าวคนธรรพ์ไม่ยอม ยกทัพออกมารบพร้อมกับวิรุณพัทโอรส วิรุณพัทต้องศรของพระลบตาย ส่วนท้าวคนธรรพ์ต้องศรของพระมงกุฎตาย
ฝ่ายพระพรตนั้น เมื่อเสร็จศึกก็คิดถึงเหล่านางสนมกำนัลที่ต้องตกเป็นของยักษ์ และคิดถึงตาที่หนีไป ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด จึงยกทัพออกติดตาม
ฝ่ายท้าวไกยเกษ ได้หนีไปอาศัยอยู่กับฤาษีโควินท์ ได้ยินเสียงกองทัพยกมา คิดว่ายักษ์ตามมาฆ่าก็ตกใจ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นพระพรตกับพระสัตรุต และได้ฟังเรื่องราวต่าง ๆ ก็ดีใจ แล้วพระพรตกับพระสัตรุตได้เชิญท้าวไกยเกษเข้าเมือง ส่วนพระมงกุฎและพระลบก็ลากลับศรีอยุธยา
เมื่อไม่มีศึกสงครามกับยักษ์อีก ทุกคนก็อยู่กันด้วยความสุข..........อวสาน

edit @ 2007/03/01 10:19:28

2007/Feb/22

พระรามแกล้งสวรรคต
พระรามได้คิดอุบายลวงนางสีดาให้กลับมา โดยให้หนุมานเนรมิตพระเมรุพร้อมโกศแก้วบรรจุศพ แต่ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเป็นพระศพใคร แล้วให้หนุมานไปทูลนางสีดา นางสีดาหลงเชื่อว่าพระรามสิ้นพระชนม์ก็เสียใจ ไปลาฤาษีเข้าศรีอยุธยา หนุมานเชิญเสด็จประทับบนฝ่ามือเหาะเข้าเมือง นางสีดาตรงไปกราบโกศแก้วแล้วร้องไห้จนสลบ พระรามแอบดูอยู่เข้าไปอุ้มนางไว้
เมื่อนางสีดาฟื้นก็รู้ว่าถูกหลอก จึงตั้งสัตย์อธิษฐานขอให้แม่พระธรณีเปิดช่องให้หนีทุกข์ไปยังเมืองพญานาค เมื่อแผ่นดินแยกออกนางจึงกระโจนลงไป แผ่นดินก็ปิดตามเดิม

พระรามเดินดงครั้งที่สอง
พระรามเสียใจมาก ให้หนุมานไปตามแล้วกลับมาบอกว่านางสีดาไปอยู่เมืองบาดาล แคว้นท้าววิรุณนาคราช อย่างสมพระเกียรติ พระรามไม่รู้จะทำอย่างไร จึงแผลงศรไปหาพิเภก พิเภกเหาะมาเฝ้าแล้วทูลว่า พระรามกำลังมีเคราะห์ ควรไปเดินป่าหนี่งปีก็จะสิ้นเคราะห์ และนางสีดาก็จะกลับมา
พระรามได้ฝากราชกิจแก่พระพรตและพระสัตรุต แล้วออกเดินป่าพร้อมพระลักษมณ์และหนุมาน
ฝ่ายยักษ์ชื่อกุเวรเป็นเจ้าเมืองกาลวุธ มีมเหสีชื่อเกศินี มีโอรสชื่อตรีปักกัน ซึ่งมีนิสัยหยาบช้า ชอบรุกรานให้เกิดความเดือดร้อนไปทั่ว วันหนึ่งได้ออกไปเที่ยวป่า พบกับพระรามพระลักษมณ์และหนุมาน ได้ให้บริวารเข้าล้อมจับจนเกิดต่อสู้กัน และตรีปักกันต้องศรพระลักษมณ์ตาย ท้าวกุเวรรู้ข่าวก็โกรธมากยกทัพออกไปรบ แต่ต้องศรพระรามตาย

ศึกกุมภัณฑ์นุราช
ฝ่ายยักษ์อีกตนหนึ่งชื่อกุมภัณฑ์นุราช ที่ต้องคำสาปพระอิศวรให้มาอยู่ถ้ำสุรกานต์ ออกมาจากถ้ำพบพระรามพระลักษมณ์และหนุมาน ก็คิดจะจับกิน หนุมานเข้าต่อสู้ กุมภัณฑ์นุราชถามว่าสองคนนั้นเป็นใคร เมื่อรู้ว่าเป็นพระรามก็ตกใจมาก ขอโทษหนุมาน หนุมานพาไปพบพระราม พระรามประทานอภัยให้พ้นคำสาป
ฝ่ายสุครีพรู้เรื่องราวของพระรามกับนางสีดา และรู้ว่าพระรามออกเดินป่าจึงพาองคตตามไปพบพระรามที่ในป่า นิลพัทและมัจฉานุ ขอติดตามไปด้วย
ศึกวายุภักษ์
    ฝ่ายยักษ์ชื่อวายุภักษ์ เจ้าเมืองวิเชียรที่เนินเขาจักรวาล พาไพร่พลผ่านมาที่ป่าซึ่งพระรามประทับแรมอยู่ เห็นพระราม พระลักษมณ์ อยู่ท่ามกลางขุนกระบี่ก็อยากกิน จึงโฉบลงมาจับตัวทั้งสองพระองค์ขึ้นไป สุครีพและหนุมานตามไปชิงตัวคืน แล้ววายุภักษ์ถูกนิลพัทกับองคตตัดหัวขาด

    ศึกท้าวอุณาราช
    จากนั้นพระรามได้เดินป่าต่อไป จนถึงบริเวณอาณาเขต เมืองสิงขร ซึ่งที่นั่นเป็นสวนของยักษ์ชื่อท้าวอุณาราช และมีนนทกาลเฝ้ารักษา เมื่อนนทกาลเห็นพระรามพระลักษมณ์และเหล่าลิง ก็ให้ทหารจับตัวไปถวายท้าวอุณาราช รวมทั้งจับกินพลลิงเสีย แต่กลับสู้พลลิงไม่ได้ จึงไปทูลท้าวอุณาราช ท้าวอุณาราชก็จัดทัพออกมารบ นิลพัท อสุรผัด และมัจฉานุ อาสาออกรบ แต่ไม่สามารถเอาชนะได้ พระรามแผลงศรต้องอกท้าวอุณาราช แต่ไม่ตายหนีไปซ่อนที่สระน้ำกลางสวน
    ฝ่ายฤาษีโคศภ รู้ด้วยญาณว่า ท้าวอุณาราชถูกพระรามแผลงศรแต่ไม่ตาย รีบมาทูลพระรามว่า เดิมท้าวอุณาราชเป็นข้ารับใช้พระอิศวร ต่อมาเกียจคร้านไม่เข้าเฝ้า จึงถูกสาปมาเป็นยักษ์และไม่มีอาวุธใดฆ่าได้ ต้องให้พระรามถอนต้นกกแผลงไปปักอกตรึงไว้กับหิน ให้ได้รับความทรมานแสนโกฎปี พระรามจึงถอนต้นกกแผลงไปปักอกติดอยู่กับหิน แล้วสาปให้เกิดไก่แก้วกับนนทรี โดยให้นนทรีถือฆ้อนเหล็กคอยเฝ้าไว้ หากต้นกกเลื่อนหลุด ให้ไก่แก้วขัน และให้นนทรีเอาฆ้อนเหล็กตอกลงไป จนกว่าจะครบแสนโกฎปี
    หลังจากที่ปราบอุณาราชแล้ว ก็ครบหนึ่งพันปีพอดี พระรามได้เสด็จกลับศรีอยุธยา แล้วปูนบำเหน็จแก่ไพร่พล

edit @ 2007/03/01 10:19:57

2007/Feb/22

กำเนิดพระมงกุฎ พระลบ
ส่วนนางสีดาได้เดินทางมาพบกับพระอินทร์ที่แปลงเป็นควายมาคอยนางสีดา เห็นนางสีดาเดินร้องไห้มา จึงถามเหตุ นางสีดาเล่าให้ฟังแล้วขอให้ ควายแปลงพาไปหาฤาษีเพื่อขอพึ่ง ควายแปลงได้พานางไปพบกับฤาษีชื่อวัชมฤค ฤาษีได้รับเลี้ยงนางไว้ โดยเนรมิตกุฏีให้หลังหนึ่ง จนนางสีดาคลอดโอรสทิ้งไว้ในเปล แล้วไปฝากฤาษีให่ช่วยดูแล แล้วตนจะไปอาบน้ำ แต่ไปเห็นลิงแม่ลูก จึงได้คิดถึงโอรสกลับไปเอามาไม่บอกฤาษี ฤาษีลืมตาไม่เห็นโอรสก็จะทำพิธีไฟชุบโอรสให้ใหม่ โดยวาดรูปกุมารในกระดานเพื่อทำพิธี เมื่อเห็นนางสีดาพาโอรสกลับมา ก็จะลบรูปกุมารในกระดาน นางสีดาขอให้ชุบขึ้น เพื่อเป็นเพื่อนเล่นของโอรส เมื่อชุบได้แล้ว ฤาษีได้ตั้งชื่อพระโอรสว่า มงกุฎ ส่วนโอรสที่ชุบขึ้นให้ชื่อว่า ลบ ทั้งสองเรียนวิชากับฤาษีจนจบ และฤาษีได้เอาไม้ไผ่อ่อนมาเหลาเป็นคันศรและลูกศร องค์ละสามเล่ม แล้วให้ฝึกหัดยิงจนเกิดความชำนาญ ต่อมาฤาษีคิดจะตั้งพิธีชุบศรให้
เสี่ยงม้าอุปการ
วันหนึ่งพระมงกุฎกับพระลบ ลาฤาษีและพระมารดา ไปเที่ยวป่า แล้วชวนกันประลองศรเกิดเสียงสนั่นไปทั่ว พระรามได้ยิน รู้ว่าคงจะมีผู้มีบุญมาทดลองฤทธิ์ และโหรประจำราชสำนักได้ทูลให้ปล่อยม้าอุปการไปเสี่ยงทาย พร้อมกับให้หนุมานตามสะกดรอยไป หากใครจับไปขี่ย่อมแปลว่าคิดขบถให้จับตัวมาถวาย พระรามเห็นด้วยจึงให้ไปเชิญพระพรตและพระสัตรุตมา แล้วให้ตามม้าอุปการไปด้วย
ฝ่ายนางสีดาตั้งแต่พระมงกุฎและพระลบ ขอไปเที่ยวป่า แล้วไปประลองศรก็ร้อนรุ่มใจ คิดว่าอาจมีกษัตริย์ผู้มีฤทธิ์เกิดความริษยามาจับตัวไปได้ ก็ห้ามไม่ให้ทั้งสองไปเที่ยวป่าอีก แต่โอรสทั้งสองไม่เชื่อ ลาไปป่าอีก ขณะที่กำลังเที่ยวป่าอยู่ พระมงกุฎเห็นม้าอุปการหน้าดำตัวขาวตลอดหาง เท้ามีสีแดง ก็บอกพระลบว่าเป็นม้าประหลาด ให้ช่วยกันจับ จับได้แล้วก็พบสาสน์แขวนคอม้า เมื่ออ่านแล้วก็รู้ว่าเป็นสาสน์ของพระรามที่ปล่อยม้ามา หากใครพบให้มาบูชาม้าอุปการ แต่หากใครนำไปขี่จะถูกฆ่าตาย ก็โมโหมาก ก็จับม้าอุปการขี่ หนุมานซึ่งสะกดรอยตามมาเห็นคิดว่า สองกุมารน่าจะเป็นลูกกษัตริย์เมืองใดเมืองหนึ่ง จะฆ่าเสียก็ได้ แต่กลับแผลงฤทธิ์เข้าจับ ถูกพระมงกุฎตีด้วยศรสิ้นสติ แล้วสองกุมารก็ขี่ม้าเล่นต่อไป
เมื่อหนุมานฟื้นก็คิดอุบายโดยแปลงเป็นลิงป่าเข้าไปตีสนิท พอได้โอกาสจะเข้าจับถูกตีด้วยศรล้มลง แล้วทั้งสองโอรสเอาเถาวัลย์มัดหนุมานและสักหน้าด้วยยางไม้เขียนเป็นคำสาป หนุมานแก้ไม่หลุดเดินกลับไปหาทัพพระพรตและพระสัตรุต เล่าเรื่องให้ฟัง พระพรตเอาพระขรรค์ตัดเถาวัลย์ก็ไม่ขาด เมื่อเห็นคำสาปบนหน้าผาก ก็รู้ว่าแก้ไม่ได้ จึงพากันกลับไปเฝ้าพระราม พระรามแก้มัดให้เถาวัลย์จึงหลุดออก หนุมานเล่าให้ฟัง พระรามโกรธมาก ให้หนุมานไปทูลพระพรตและพระสัตรุต ให้ไปจับตัวทั้งสองมาลงโทษให้ได้
พระมงกุฎถูกจับ
    เมื่อทัพของพระพรตและพระสัตรุต พร้อมด้วยหนุมานไปพบกับพระมงกุฎและพระลบ ทั้งสองจึงว่าม้านี้ไม่มีใครเลี้ยงดู อยู่ในป่าจับได้ก็ขี่ แล้วก็ไม่ได้เป็นลูกน้องพระราม หากจะจับก็ต้องรบกัน เมื่อรบกันพระมงกุฎต้องศรพระพรตสลบ ส่วนพระลบหนีไปได้
    เมื่อพระรามเห็นพระมงกุฎแล้วรู้เรื่องราวทั้งหมดก็โกรธ ให้มัดตัวพระมงกุฎพาไปประจานทั่วเมือง แล้วเอาขึ้นขาหยั่งไว้สามวันให้ประหาร
    ฝ่ายพระลบหนีไปบอกพระฤาษีกับนางสีดา พระลบจึงขออาสาไปชิงตัวพระมงกุฎกลับ นางสีดาห้าม แต่พระลบไม่ยอม นางสีดาจึงถอดแหวนให้ โดยหาโอกาสให้แหวนนี้แก่พระมงกุฎ
    เมื่อพระลบตามมาถึงศรีอยุธยา ได้พักอยู่ใต้ต้นไทรใกล้ประตูเมือง แล้วไหว้เทวดาและเสื้อเมืองทรงเมืองให้ช่วยบังไม่ให้ใครเห็น และขอให้พบพี่โดยเร็ว พระอินทร์ได้ให้เทวดาแปลงกายเป็นนางงามกระเดียดหม้อมา เข้ามาถามพระลบ พระลบเล่าให้ฟังว่าจะมาดูกุมารที่ถูกจับ แต่ประตูปิดจึงไม่ได้เห็น นางจึงบอกว่าพระลบมีหน้าเหมือนคนที่ถูกจับ หากใครเห็นเข้าจะเข้าใจผิดได้ แล้วก็บอกว่าตนจะไปตักน้ำให้นักโทษ พระลบอาสาตักน้ำแล้วแอบใส่ แหวนไว้ในหม้อ พร้อมกับอธิษฐานว่า ขอให้แหวนไปสวมที่นิ้วพระมงกุฎ แล้วให้พ้นโทษกลับมาหาพระลบ นางแปลงนำหม้อน้ำไปถึงที่พระมงกุฎถูกจองจำ อ้อนวอนแก่เพชฌฆาตว่าจะนำน้ำมาให้นักโทษ เมื่อได้รับอนุญาตก็นำน้ำไปให้ แล้วแหวนก็สวมที่นิ้งนางขวา ความเจ็บปวดก็หายไป และหลุดจากถูกมัด จากนั้นพระมงกุฎก็หนีไปตามทางที่นางบอกจนไปพบกับพระลบ

    พระรามพบโอรส
    ฝ่ายพระรามรู้ว่านักโทษหนีไป ก็โกรธให้จับเพชฌฆาตทั้งสี่ขัง แล้วยกทัพไปตามจับสองกุมาร พบว่ามีหน้าตาเหมือนกัน เมื่อขณะรบกันศรทั้งสองไม่ทำลายซึ่งกันและกัน พระรามจึงอธิษฐานว่าหากกุมารนั้นเป็นเชื้อกษัตริย์ อย่าให้ศรนี้ฆ่าได้ และให้กลายเป็นอาหาร เมื่อแผลงไปก็กลายเป็นอาหาร พระรามสงสัยจึงถามสองกุมาร
    พระมงกุฎได้บอกว่าเป็นลูกนางสีดา แต่ไม่รู้ว่าบิดาเป็นใคร ได้อาศัยอยู่กับฤาษีวัชมฤค พระรามสงสัยเรื่องฆ่านางสีดา พระลักษมณ์ทูลความจริง พระรามสำนึกผิด เข้ามาหาพระมงกุฎกับพระลบ ขอให้ยกโทษให้ พระมงกุฎและพระลบขอโทษที่ต่อสู้ด้วย แล้วจูงมือวิ่งหนีไป
    พระราม พระลักษมณ์ พระพรตและพระสัตรุต ได้พากันตามสองกุมารไป
    พระมงกฎได้กลับไปเล่าเรื่องให้นางสีดาฟัง และบอกว่าทั้งหมดได้ตามมาถึงหน้าอาศรมนี้แล้ว นางสีดาไม่ยอมออกไป แต่นิมนต์ฤาษีไปเจรจากับพระราม เมื่อรู้เรื่องราวฤาษีคิดสงสารพระราม กลับมาไกล่เกลี่ย นางสีดาใจอ่อน ให้พระฤาษีพาพระรามมาพบ อย่างไรก็ตามนางสีดาก็ไม่ยอมกลับศรีอยุธยา พระรามจึงขอพระมงกุฎและพระลบไปอยู่อยุธยา เพื่อนางสีดาคิดถึงลูกจะได้ตามไป นางสีดายอมให้เอาโอรสไป แล้วพาพระมงกุฎและพระลบมาไหว้พระราม ฤาษีเห็นว่านางสีดายอมให้โอรสไป แต่ตัวไม่ยอมไปในเมืองด้วยก็รับปากว่าจะดูแลให้
    ฝ่ายพระรามเมื่อเข้าไปอยู่ในศรีอยุธยาพร้อมกับโอรส ก็มีความคิดถึงนางสีดามาก ได้ให้พระมงกุฎและพระลบไปอ้อนวอนนางสีดาให้กลับคืนศรีอยุธยา เมื่อพบกันนางสีดาไม่ยอมกลับพร้อมกับบอกโอรสว่า ตนนั้นถูกพระรามผู้เป็นพ่อตราหน้าว่าเป็นคนชั่ว ประชาชนรู้ทั่วเมือง



edit @ 2007/02/22 11:37:02

edit @ 2007/03/01 10:20:30